5.2.52
Valentine's Day History
Gradually, February 14 became the date for exchanging love messages and St. Valentine became the patron saint of lovers. The date was marked by sending poems and simple gifts such as flowers. There was often a social gathering or a ball.
In the United States, Miss Esther Howland is given credit for sending the first valentine cards. Commercial valentines were introduced in the 1800's and now the date is very commercialised. The town of Loveland, Colorado, does a large post office business around February 14. The spirit of good continues as valentines are sent out with sentimental verses and children exchange valentine cards at school.
25.1.52
Épiphanie วันที่กษัตรย์ต่างๆมาชื่นชมพระเยซู
13.1.52
ความเป็นมาของหอไอเฟล

14.8.51
Une civilisation sauvée des eaux
C’est dans la baie d’Aboukir que pas moins de trente-cinq archéologues, dont huit de nationalité égyptienne, et des plongeurs, ont fait ressurgir des eaux les villes d’Héraklion et de Ménouthis. En parfait état de conservation, ces deux cités pourraient recéler des informations sur les modes de vie des populations au temps des Pharaons. En effet, Héraklion, riche ville douanière, représentait une porte maritime pour l’Egypte ancienne et Ménouhis était considérée comme une cité sacrée vouée à la déesse Isis.
Menées par l’Institut européen d’archéologie sous-marine de Franck Goddio [1], ces recherches ont pu bénéficier de moyens logistiques et techniques extrêmement puissants mis à disposition par le Commissariat à l’énergie atomique français (CEA).
Après plus d’un millénaire passé au fond des eaux, à environ six mètres de profondeur, des sphinx, des têtes de pharaons, une extraordinaire statue d’Isis, des céramiques et des monnaies, des stèles gravées de hiéroglyphes, des temples et des habitations, ont ainsi été tirés de l’oubli pour livrer leurs secrets sur des villes, dont l’existence n’était attestée que par des textes anciens.
Placées sous la direction des autorités archéologiques égyptiennes, ces fouilles pourraient bien ouvrir la voie à de nouvelles explorations.
14.7.51
6.7.51
เตรียมความพร้อมก่อนAdmission
สทศ.ร่วมกับ อธิการบดี มน. และประธานแอดมิสชั่นส์ฟอรั่มของ ทปอ. หารือเกี่ยวกับการนำแบบทดสอบความถนัดทั่ว ไป หรือ General Aptitude Test (GAT) ไปใช้ในการสอบคัดเลือกนิสิตในระบบรับตรง ประจำปีการศึกษา 2551 โดยจะเริ่มใช้ที่มน.เป็น แห่งแรกในเดือนตุลาคมนี้ และได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า ให้ สทศ.เป็นผู้ดำเนินการผลิตข้อสอบ พิมพ์ข้อสอบ และตรวจข้อสอบ ส่วน มน.จะเป็นผู้ ดำเนินการจัดสอบ
"ในแบบทดสอบ GAT จะเป็น ข้อสอบปรนัย 200 ข้อ จำแนกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ ความสามารถในการเขียนเชิงวิเคราะห์ ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้โจทย์ปัญหา และความสามารถในการสื่อสาร ภาษาอังกฤษ คาดว่าจะผลิตข้อสอบ GAT แล้วเสร็จในเดือน กันยายนนี้ ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆ หากประสงค์จะร่วมนำร่องใช้แบบทดสอบ GAT ด้วย ทาง สทศ.ก็ยินดีให้ความร่วมมือจัดพิมพ์เพิ่มให้"
การนำร่องสอบ GAT ดังกล่าว ถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนจะนำข้อสอบ GAT ไปใช้เป็นองค์ประกอบ หนึ่งในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ในปีการศึกษา 2553 พร้อม กันนั้น สทศ.จะพัฒนาแบบทดสอบความถนัดเฉพาะวิชาชีพควบคู่กันไปด้วย เพื่อเตรียม ความพร้อมนำไปใช้ในปี 2553 ด้วย ซึ่งเบื้องต้นจำแนกออกได้เป็น 11 วิชาชีพ
อาจมีมหาวิทยาลัย รัฐอีก 3 แห่งที่จะร่วมนำร่องใช้แบบทดสอบ GAT ในปี 2551 ด้วย โดยการรับในระบบ รับตรงประมาณร้อยละ 50-70 ของ มน.ในปีการศึกษา 2551 จะคัดเลือก โดยใช้องค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ผลคะแนนเฉลี่ย สะสมในชั้น ม.ปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ (GPAX) ร้อยละ 20 ผลสอบแบบทดสอบของ สทศ. ใน 5 วิชา ร้อยละ 40 และผลสอบ GAT ร้อยละ 40
8.6.51
Yann Arthus-Bertrand in Bangkok


Earth from Above เป็นนิทรรศการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสารว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมิใช่เป็นเพียง การแสดงภาพถ่ายอันสวยงาม หากแต่เป็นการนำเสนอ “ภาพสำรวจสภาวะ” ของโลกเรา อันเป็นสื่อการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้เราได้เข้าถึงความเป็นจริงของโลกและร่วมกันอนุรักษ์โลกนี้ไว้ นิทรรศการนี้จะมีภาพถ่ายในมุมมอง ที่แปลกใหม่ให้ชมเพิ่มขึ้น Yann Arthus-Bertrand เชื้อเชิญให้พวกเราร่วมเดินทางไปสัมผัสกับความเป็นจริง ของโลก รูปถ่ายทางอากาศของเขาสะท้อนความหลากหลายของธรรมชาติและสีสันแห่งชีวิต รวมทั้งรอยประทับ ของมนุษย์และการล่วงละเมิดต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปภาพประกอบนิทรรศการ Earth from Above เป็นรูปที่ ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ในระดับความสูงระหว่าง 30 เมตร ถึง 3,000 เมตร และใช้ชั่วโมงบินรวมทั้งหมดถึง 4,000 ชั่วโมง

ในฐานะช่างถ่ายภาพที่เน้นความเป็นจริง Yann Arthus-Bertrand ต้องการสื่อกับชาวโลกทั้งหลายและพลเมืองของทุกประเทศ ให้พวกเขา ได้ระลึกถึงวิวัฒนาการของโลกใบนี้ และความเป็นไปของมนุษยชาติ นิทรรศการนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าไม่เคยมียุคใด ที่ระดับรูปแบบการบริโภค การผลิต และการใช้ทรัพยากรของมนุษย์เราจะอยู่ในสภาพ ที่เสี่ยง ต่อความไม่ยั่งยืนเท่ายุคปัจจุบัน เป็นการสะท้อนก้าวที่สำคัญที่มีทางเลือก คือการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนซึ่งจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “ที่จะตอบ สนองความจำเป็นของรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำลายโอกาสของชนรุ่นหลัง ในการสนองความจำเป็นของพวกเขา” การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หรือพันธกิจที่เป็นไป เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น มิได้ขึ้นกับนโยบายของรัฐหรือมหาอำนาจในโลกนี้เพียงฝ่ายเดียว พวกเราต่างคนต่างมีบทบาทเพื่ออนาคตของ โลกร่วมกัน ต่างมีอำนาจและหน้าที่ในการกระทำด้วยตนเอง และผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากให้ร่วมกันนำเสนอ การเปลี่ยนแปลงต่อผู้กำหนดนโยบาย
Yann Arthus-Bertrand ถ่ายทอดจิตสำนึกผ่านรูปแบบนิทรรศการนี้เพื่อเตือนสติพวกเรา นิทรรศการ ของเขาเป็นผลแห่งความพากเพียรของการออกสำรวจตั้งแต่ปี 2533 รวมภาพจากร้อยกว่าประเทศที่ได้ไปเยือน เป็นภาพที่คัดสรรจากการถ่ายภาพจำนวนหลายพันรูป เปี่ยมด้วยพลังแห่งอารมณ์และชวนให้ฉุกคิด ผ่านเลนส์ของ Yann Arthus-Bertrand และ ความห่วงใยอนาคตของชนรุ่นหลัง โดยจะมีการปูแผนที่โลกขนาดยักษ์ (จากสถาบันภูมิศาสตร์แห่งประเทศฝรั่งเศส) ไว้บนพื้นบริเวณนิทรรศการ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมได้ทราบตำแหน่ง ที่มาของภาพถ่าย
ด้วยความตระหนักดีว่าตนมีส่วนสร้างผลกระทบต่อโลก Yann Arthus-Bertrand จึงได้ก่อตั้งสมาคม goodplanet.org โดยเริ่มต้น แก้ไขปัญหาจากตัวเอง และผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน เขาได้จัดตั้งโครงการ actioncarbone.org. เพื่อ รณรงค์ให้แต่ละคน ช่วยกันลดและทดแทนปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่ตนเองเป็นผู้ก่อออกมาในขณะประกอบกิจกรรมต่างๆ ด้วยการสนับ สนุนโครงการเพื่อพลังงาน ทดแทนโครงการการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิผล หรือโครงการปลูกป่าทดแทน
31.5.51
Célébration La Journée de l’Europe
Aujourd’hui, les habitants des 25 pays de l’Union européenne fêtent la Journée de l’Europe..
Comme le drapeau bleu aux 12 étoiles jaunes, le 9 mai est l’un des grands symboles de l’Union européenne. Cette date a été choisie en souvenir du 9 mai 1950. Ce jour-là, un homme politique français, Robert Schuman, proposait à plusieurs pays européens d’unir leurs productions d’acier et de charbon. C’est la toute première forme de l’Union européenne. 55 ans plus tard, l’UE compte 25 États et s'apprête à en accueillir deux autres, la Bulgarie et la Roumanie. En France, l’Union semble susciter autant d’espoirs que de craintes, comme le montre la campagne électorale sur le référendum du 29 mai. Appelés à voter pour ou contre la constitution européenne, les Français sont très partagés. Beaucoup ne voient pas vraiment les progrès qu’a permis de réaliser la construction de l’Union européenne. D’autres affirment que l’UE est le seul de conserver notre vie, notre culture et notre puissance commerciale. Ce référendum est un moment très important de la démocratie car il donne l’occasion de discuter et de réfléchir sur la place de l’Europe et des Européens dans le monde.
Lexique [คำศัพท์]
- une célébration = การเฉลิมฉลอง / célébler (v.) = ฉลอง, เฉลิมฉลอง
- un habitant = ประชากร
- un drapeau = ธงชาติ
- une étoile = ดาว, ดวงดาว
- un homme politique = นักการเมือง / un politicien = นักการเมือง
- acier (n.m.) = เหล็กกล้า
- charbon (n.m.) = ถ่าน, ถ่านหิน
- un espoir = ความหวัง / espérer (v.) = หวัง, คาดหวัง
- une crainte = ความกลัว / craindre (v.) = กลัว, เกรงกลัว
- une campagne = การรณรงค์
- un référendum (อ่าน : เร-เฟ-แรง-ดอม) = การลงประชามติ
- une constitution = รัฐธรรมนูญ
- un moyen = วิธีการ
- un mode = รูปแบบ
- la puissance = พลัง, อำนาจ
- la démocratie (อ่าน : เด-โม-ครา-ซี) = ประชาธิปไตย
- une place = สถานะ, (ตำแหน่ง)ที่อยู่
- électoral (adj.) = ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง / élire (v.) = เลือกตั้ง / élection (n.f.) = การเลือตั้ง / électeur (n.m), électrice (n.f.) = ผู้ไปเลือกตั้ง
- unir (v.) = รวมกัน, รวมเข้าด้วยกัน- compter (v.) = นับ, นับจำนวนได้...- s'apprêter à (v.) = พร้อมที่จะ ...- accueillir (v.) = ต้อนรับ, รับเข้ามา ...- sembler (v.) = ดูเหมือนว่า
- susciter (v.) = ก่อให้เกิด, นำมาซึ่ง
- montrer (v.) = แสดงให้เห็น
- voter (v.) = ออกเสียง, ลงคะแนนให้ ... / voter pour (contre) = ออกเสียงสนับสนุน (คัดค้าน)
- être partagé (v.) = (ความคิด) แบ่งแยก, แตกต่าง- permettre (v.) = เอื้อให้ ..., ช่วยให้ ...- réaliser (v.) = ทำให้เป็นจริงขึ้นมา, สร้างขึ้นมา
- affirmer (v.) = บอกว่า, กล่าวว่า ...- conserver (v.) = รักษา, อนุรักษ์
- réfléchir (v.) = พิจารณา, ตรึกตรอง, ใคร่ครวญ
19.5.51
พิพิธภัณฑ์อัลซาส : ศตวรรษแห่งความทรงจำ
ฝรั่งเศสดินแดนแห่งเทศกาล
งานเทศกาลที่จัดกันในปัจจุบันล้วนเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต หมู่บ้านแต่ละแห่งจะต้องมีงานฉลองของตน และในแต่ละเมืองจะต้องมีเทศกาลของดีของเด่นประจำปีไว้สนุกสนานกัน เช่น งานเดินขบวนคนยักษ์ (คนต่อขา) ของทางตอนเหนือของฝรั่งเศส งานคาร์นิวัลเมืองนีซ (Nice) งาน Ferias เมืองนีมส์ (Nîmes) และเมืองอาร์ล (Arles) งานประจำปีเมืองบายอน (Bayonne) หรือเมืองเบซิเยส์ (Béziers) ฯลฯ งานเหล่านี้เป็นที่รวมความสนุกสนานของชาวเมืองซึ่งยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นให้มาร่วมความบันเทิงด้วยกัน นอกจากงานเทศกาลต่างๆ ในเขตภูมิภาคแล้ว ฝรั่งเศสยังมีงานสำคัญประจำปีระดับชาติอีก 2 งาน ซึ่งทุกเมืองจะเฉลิมฉลองพร้อมๆ กัน งานแรกคืองานวันชาติ 14 กรกฎาคมซึ่งเป็นวันสำคัญที่เปิดตัวด้วยการสวนสนามของทหารเหล่าต่างๆ และจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ถนนชองส์-เอลิเซ่ส์ (Champs-Elysées) อันเลื่องชื่อของปารีส พอถึงกลางคืนจะมีการจุดดอกไม้ไฟที่สวยงามตระการตา และมีงานเต้นรำที่สนุกสนานแบบฝรั่งเศสแท้ ส่วนตามเมืองใหญ่ๆ มักจัดการแสดงดนตรีกลางแจ้งให้ชมกันโดยไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู งานใหญ่งานที่สองคือ เทศกาลดนตรีซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 21 มิถุนายน เทศกาลนี้เปิดโอกาสให้คนรักดนตรีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้แสดงความสามารถกันเต็มที่และสุดเหวี่ยงในท้องถนนและทุกหนทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีเทศกาลเพลงคลาสสิค ละคร ละครสัตว์ และอื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งปี เพียงเท่านี้คุณก็คงพอรู้แล้วว่าในฝรั่งเศสความสนุกสนานเพลิดเพลินนั้นไม่มีการเว้นวรรคจริงๆ
22.4.51
8.2.51
La boîte à mots : les comportements

- dire au revoir à qqn = prendre congé
Dans La Salle De Bains
27.1.51
Suède - Stockholm l'hiver
Quand vient l'hiver, la magie de la neige et de la glace opère... La ville se transforme, semble parfois figée par le froid... Après l'automne souvent très sombre, la lumière, accentuée par la neige s'intensifie progressivement, réchauffant lentement cet univers de glace.En général, le froid n'est jamais très intense à Stockholm. Les températures descendent peu souvent en dessous de -20 degrés. La neige tombe rarement en grosses quantités. La mer Baltique et les très nombreux lacs gèlent et il devient alors possible (en général à partir du mois de janvier) de se promener sur la glace en plein cœur de Stockholm! Les Suédois pratiquent beaucoup le patin à glace de randonnée. Les patins utilisés sont plus longs que des patins classiques, permettant une glisse plus rapide et un confort accru. La région de Stockholm est l'un des endroits au monde le plus réputé pour ce genre de sport. Des pistes sont tracées sur certains lacs, permettant ainsi de patiner même lorsque la couche de neige est trop épaisse. Une course entre Stockholm et Uppsala a lieu tous les ans en février ou en mars. La distance à parcourir est de 90 km!... Avis aux amateurs!
10.1.51
วันครู ประวัติวันครู ความเป็นมาวันครู ความหมายวันครู
ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน; ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ
ความเป็นมา
วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง” จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกันประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้
17.12.50
ค ริ ส ต์ มา ส

ในสมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบ ผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า (ปฐก.3:1-6) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์แสดงละครที่ หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาส และเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลาง เพื่อประดับฉาก แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ ที่หาง่ายที่สุด ในประเทศ เหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้น กลายเป็นการเล่นเหมือนลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดาย ที่ไม่มีโอกาส ดูละครสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล ขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ ทุกวันนี้ .....นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปิรามิด ไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนม ก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้ เป็นรูปทรงปิรามิด นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน ที่มีการแขวนของขวัญ และไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมีดาวของดาวิดไว้ที่สุดยอด ประเพณีนี้ เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาส มีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ ก็ยังนิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่า มีความหมายถึงพระเยซูเจ้า ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต (ปฐก.2:9) ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึง นิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า และนอกจากนั้นยังหมายถึง ความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึง ความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูเจ้าประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น
วันปีใหม่
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป
เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ 2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก 4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่ 1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร 3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น
18.9.50
15.9.50
ปารีส นครแห่งแสงสี
มงต์มาร์ตร (Montmartre), แซ็งต์-แฌร์แม็ง-เดส์-เปรส์ (Saint-Germain-des-Prés) แหล่งรวมร้านกาแฟหรู โรงหนังและแหล่งซื้อของ, เลอ มาเรส์ (Le Marais) ถิ่นแฟชั่นทันสมัย, แบลวิล (Belleville) ย่านไชน่าทาวน์, โอแบร์กองฟ์ (Oberkampf) สถานที่ย่ำราตรีย่านต่างๆ ของปารีส มีกิจกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และทำให้เมืองหลวงแห่งนี้มีเสน่ห์อย่างที่เป็นอยู่
การที่แต่ละมุมของปารีสน่าเที่ยวน่าชมเป็นเพราะมีบรรยากาศที่ไม่จำเจ มีการผสมผสานอย่างลงตัว ภาพปารีสที่มีผู้คนเดินเล่น ขี่จักรยานหรือเล่นสเก็ตอย่างเสรีบนถนนเลียบแม่น้ำแซน หรือกลุ่มศิลปินที่นั่งวาดภาพบนสะพานปาสเซอแรล เดส์ ซาร์ (Passerelle des Arts) หรือภาพของอาคารบ้านเรือนแบบคลาสสิคที่มองลงมาจากศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมปอมปิดู (Pompidou) ภาพเหล่านี้แม้จะมาต่อรวมกันทั้งหมดก็ยังไม่พอที่จะอธิบายความเป็นปารีสได้ เพราะปารีสมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

